แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ html5 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ html5 แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การใส่คลิปวีดีโอใน HTML5

ทั่วไปการใส่คลิปวีดีโอในเว็บ หรือไฟล์หนังทั่วไปในเว็บไซต์นั้น ต้องใช้ปลักอินช่วยเสมอๆ เช่น adobe flash player หรือไม่ก็ shockwave ฯลฯ เยอะแยะไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าเป็น HTML5 นั้น เพียงไม่กี่บรรทัดคุณก็สามารถมีวีดีโอส่วนตัวมาไว้ในเว็บไซต์ได้แล้วละครับ



HTML5 นั้นใช้ tag <video>

บราวเซอร์ที่รองรับมี
Internet Explorer 9+
Firefox
Opera
Chrome
and Safari
จะเห็นได้ว่ามีบราวเซอร์รองรับมากมายครับ เลยทำให้คำสั่งนี้น่าใช้ฝุดๆ


ตัวอย่างโค๊ดเล่นไฟล์หนัง โดยใช้แท็ก <video>

<video width="640" height="450" controls>
  <source src="movie1.mp4" type="video/mp4">
<source src="movie1.ogg" type="video/ogg">
  Your browser does not support the video tag.

</video>

ตรง your browser does not support the video tag. จะใส่ text ว่าอะไรก็ได้ จะแสดงก็ต่อเมื่อไม่สามารถเปิดไฟล์วีดีโอนั้นได้ และเราสามารถปรับความกว้างความสูงของ การแสดงผลได้โดยการเปลี่ยนเลข width height ได้เช่นเคย
และบรรทัดที่เป็นไฟล์ ogg จะได้ใช้ก็ต่อเมื่อเปิด mp4 ไมไ่ด้ครับ 

ดูง่ายๆ คือมันจะไล่บรรทัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้แสดงผลครับ
ตอนนี้มีไฟล์วีดีโอ 3 นามสกุลที่ใช้ได้ครับคือ .mp4 .ogg .WebM

เดี๋ยวต่อไปจะบอกลูกเล่นอื่นๆนะครับ

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

HTML5 กับการใช้ form ที่เพิ่มขึ้นมา

สำหรับ form ใน html5 นั้นมีเพิ่มใหม่มาบางคำสั่งเท่านั้นครับ 
ซึ่งข้อเสียเพียงอย่างเดียวของมันคือ ตอนนี้มันยังไม่ได้รับรองทุก Browser ครับ 
แต่คิดว่าต่อไปก็น่าจะเป็นมาตรฐานให้ทุก browser ต้องมีกัน ... ก็ว่ากันไป แบ่งเป็น 3 ส่วนสำหรับ form นะครับ
เอาเฉพาะจำเป็นนะครับ ส่วนแรกคือ

HTML5 Input type


ส่วนของ input type มีแท็กที่เพิ่มขึ้นมาทั้งหมดคือ
  • color
  • date
  • datetime
  • datetime-local
  • email
  • month
  • number
  • range
  • search
  • tel
  • time
  • url
  • week

input type color

เราสามารถกำหนดค่าสี แล้วจึงกดปุ่ม submit ได้ (ของเดิมทำได้ แต่ไม่ง่ายแบบนี้) ซึ่งค่าที่ได้จะเป็นรหัสสี 6 หลัก มี # นำหน้าครับ เช่น

<!DOCTYPE html>
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  เลือกสีที่ต้องการสั่งซื้อ: <input type="color" name="pickcolor"><br>
  <input type="submit" value="เลือก">
</form>

</body>

</html>

ปล. คำสั่ง color นี้ใช้ได้กับ browser 3 browser ได้แก่ chrome opera firefox

input type date
ทำให้ user สามารถเลือกวัน ได้ง่ายๆ โดยระบุ หรือกดตามปฏิทินได้เลย ไม่ต้องสร้าง ปฏิทินให้เหนื่อยเองอีกแล้วครับ

<!DOCTYPE html>
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  วันเกิด: <input type="date" name="bday">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ปล.ใช้ใน firefox กับ ie ไม่ได้


input type email
เป็นช่องที่ทำไว้ให้ ยูสเซอร์กรอกเมลล์โดยเฉพาะครับ ถ้ากรอกผิดจะเตือนเองอัตโนมัติ ไม่ต้องเขียนโค๊ดกรองคำยาวๆ เหมือนเช่นเคย

<!DOCTYPE html>
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  E-mail: <input type="email" name="email">
  <input type="submit">
</form>

</body>

</html>

ปล.ใช้ใน safari ไม่ได้

input type range
เป็นเส้น ช่วงให้ยูสเซอร์กรอก ซึ่งค่าที่ได้จะเป็นตัวเลขครับ 

<!DOCTYPE html>
<html>
<body>

<form oninput="x.value=a.value">0
<input type="range" id="a" value="50"> 100
<output name="x"></output>
</form>

</body>
</html>

โดยจากโค๊ดตัวอย่าง จะมีคำสั่ง form ใหม่ใน html5 คือ output,oninput คำสั่งนี้จะเป็นคำสั่ง แสดงผลเอาท์พุทของฟอร์ม input ซึ่งในตัวอย่างนี้ ตัว out put จะแสดงผลของ input ที่ชื่อ a ซึ่งจะแสดงตรงบรรทัดที่เราใส่ <output></output> ไป ซึ่งสั่งการโดยคำสั่ง oninput ด้านบนนั่นเองครับ

ปล.ใช้ใน ie รุ่นเก่าไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

figure และ figcaption ใน html5

<figure>

figure ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นแทกที่บ่งบอกภาพของเนื้อหาในเพจนั้นๆ เพียงอย่างเดียว ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นครับ ถูก แต่ถูกไม่หมด figure ยังใช้บ่งบอกความหมายนอกเหนือจากภาพได้ครับ

figure นั้นจะแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลัก เช่นรูปภาพประกอบเนื้อหา ซึ่งอาจจะวางตำแหน่งไว้ส่วนไหนของเพจก็ได้ 

ส่วนลำดับความสำคัญนั้น ให้เราดูว่าเมื่อนำข้อมูลใน figure ออกนั้น เนื้อหาหลักรวมๆ ของเพจนั้นก็ยังไมไ่ด้มีการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบอะไรมากมาย เช่นนั้นเราก็สามารถใช้ figure ได้

figure นี้ใช้กับหลักๆ คือ

  1. บ่งบอกภาพในเพจ
  2. บ่งบอกโค๊ด โปรแกรมที่แสดงในเพจ
  3. บ่งบอกคติ หรือวลีของบทกลอนต่างๆ
  4. chart หรือ แผนผัง ไดอะแกรมต่างๆ


figcaptionนั้น ใช้อธิบายเพิ่มเติมเนื้อหาของ figure อีกทีนืงครับมีก็ได้ไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็ ใส่ใน figure ได้เลยเช่น

<figure>
   <img src="images/box-img.png">
   <figcaption>ภาพแสดงรูปกล่อง</figcaption>
</figure>

หรือตัวอย่างนี้ใช้ figure กับกลอน
<figure>
   "คุณกำหนดคนที่จะเข้ามาในชีวิตคุณไม่ได้
แต่คุณเลือกตัดเขาออกไปจากชีวิตของคุณได้"
</figure>

หรือตัวอย่างนี้ใช้ figure กับ code คอมพิวเตอร์
<figure>
   $i = 10;
   $j = 20;
   echo $i+$j;
   <figcaption>ตัวอย่างการ echo ด้วยตัวแปรใน php</figcaption>
</figure>

ง่ายๆ นะครับ figure นั้น คืออะไรก็ได้  ที่เราบังคับเอากรอบใส่มันเป็นภาพ ไม่
ว่าจะเป็นตัวอักษร หรือโค๊ดโปรแกรม หรืออะไรก็ตาม
ให้คิดภาพว่า figure เป็นกรอบรูป แล้วเราเอากรอบรูปนี้ไปครอบกับอะำร
ก็ตาม สิ่งที่อยู่ในกรอบรูปจะกลายเป็นภาพทันที น่าจะพอเข้าใจได้บ้างแล้วนะครับ
และเมื่อเราครอบ figure หน้าที่ของสิ่งที่เราครอบจะกลาย
เป็นแค่ ภาพประกอบของบทความ หรือหน้าเพจก็เท่านั้น
เองครับ

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การใช้ NAV ใน HTML5

<nav>

nav แทกนี้มีไว้เพื่อแสดงลิ้งค์หลักๆ ของหน้าเพจ นั้นๆ ครับ ซึ่งเห็นได้ในส่วนรองลงมาจาก header ของเว้บไซต์ทั่วๆ ไป

แต่ก็ไม่จำเป็นว่า ทุกลิงค์ของหน้าเพจนั้นๆ จะต้องคลุมด้วย nav นะครับ แนะนำให้คลุมไว้ส่วน navigation ของหน้าหลักๆ ของเราเท่านั้นก็พอครับ

ตัวอย่างการใช้ nav tag
<nav>
 <a href="#">หน้าแรก </a> |
 <a href="#">สินค้า </a> |
 <a href="#">บริการ </a> |
 <a href="#">ติดต่อเรา </a> 
</nav>

หรืออีกอย่างหนึ่ง อาจนำ nav นี้ไปไว้ในลิงค์ตรง footer ก็ได้ครับ จุดสังเกตุคือ nav จะคลุมกลุ่มของลิงค์ในหน้านั้นๆ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Html5 Semantic Tag FOOTER วิธีการใช้งาน

<footer>

เอาไว้ใช้ในส่วนท้ายของหน้าเพจนั้นๆ ที่นิยมส่วนใหญ่เช่นพวก copy right หรือเขียนเว็บโดยใคร หรือชื่อเว็บไซต์ส่วนท้าย หรือเป็นข้อมูลของผู้เขียน ผู้ติดต่อ หรือลิขสิทธิ์

 แต่ก็เช่นเดียวกับ aside ที่ว่าไม่จำเป็นจะต้องมีเพียงที่เดียวในหน้าเพจ อาจไปอยู่ใน article section หรือ aside ก็ได้ตัวอย่างเช่น

<footer>
  <p>&copy; copyright by boyeng3k :: www.asbdfe.com</p>
</footer>

หรืออีกตัวอย่างนืง เช่น อยู่ภายใต้ section

<section>
 <h1>Saw 7 เกมตัดต่อตาย 7</h1>
 <p>ความโหดและอำมหิตของ Jigsaw จะมากกว่าเดิม เมื่อกลุ่มของผู้ที่รอดชีวิตจากเงื้อมมือของ Jigsaw ฆาตกรโหด ได้ไปขอให้ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาช่วยเหลือ เพื่อให้พวกเขากลับมามีชีวิตปกติเหมือนเดิม แต่ Bobby Dagen ( Sean Patrick Flanery ) หนึ่งในผู้รอดชีวิตก็มีแผนที่จะขยายคลื่นความน่ากลัวลูกใหม่</p>
  <footer>
   <p>กำกับโดย : เจมส์ แวน</p>
  </footer>
</section>

สรุปหน้าที่ของ footer นะครับ
- แสดงข้อมูลผู้จัดทำ หรือผู้เป็นเจ้าของส่วนท้ายของเพจนั้นๆ
- แสดงข้อมูลของผู้เขียน ผู้สร้าง หรือลิขสิทธิ์ ของบทความนั้นๆ เช่น article section









วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Html5 Semantic Tag Header วิธีการใช้งาน

<header>
header เป็นแท็กที่บ่งบอกถึงส่วนหัวของหน้าเพจนั้นๆ สมชื่อมันครับ  แต่บางทีมันก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้สำหรับส่วนหัวของเว็บเพจอย่างเดียว อาจจะอยู่ใต้แท็ก article หรือ section หรือ footer aside ก็ได้ครับ ก็แล้วแต่จะใช้กันยังไงให้เหมาะสมนะครับ ตัวอย่างเช่น

<body>
  <header>
         <h1>logo www.abcd.com</h1>
         <p>เว็บ abcd.com เว็บเพื่อสุขภาพของชาวไทย</p>
  </header>
</body>

ตัวอย่าง1 ด้านบนนี้ เป็นตัวอย่างของ header บนสุดของหน้าเพจ ส่วนใหญ่ใช้คลุมโลโกเว็บ กับรายละเอียดเว็บไซต์เพจนั้นๆ

<article>
  <header>
         <h1>น้ำปั่นเพื่อสุขภาพ</h1>
         <p>การทำน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ รักษาโรคภัยใ่ข้เจ็บได้หลากหลาย มีหลายประเภทดังนี้</p>
  </header>
  <section>
          <h2>น้ำปั่นลูกเดือย</h2>
          <p>ข้อมูลวิธีการทำ และประโยชน์ของน้ำปั่นลูกเดือย</p>
  </section>
<section>
          <h2>น้ำปั่นธัญพืช</h2>
          <p>ข้อมูลวิธีการทำ และประโยชน์ของน้ำปั่นธัญพืช</p>
  </section>
</article>

ตัวอย่าง 2 ด้านบนนี้ เป็นตัวอย่างของ header ที่อยู่ใน article แสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นจะต้องมี header อยู่ในส่วนบนสุดของเพจเสมอไปครับ 


หน้าที่หลักๆ ของ <header> tag
1. ระบุส่วนหัวของหน้าเพจนั้นๆ (ตัวอย่าง1)
2. เป็นเนื้อหาเบื้องต้นของข้อมูลนั้นๆ (ตัวอย่าง2)
3. ในเพจ 1 เพจมี header ได้หลายอันฮะ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

HTML5 Semantic : aside tag

<aside>
tag aside หมายถึง เน้อหาที่อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของหน้านั้นๆ เราจึงนำมันมาอยู่ในภายใต้ tag aside เช่น sidebar ด้านขวามือของเว็บ ซึ่งส่วนใหญ่ด้านขวามือของเว็บไซต์นั้นจะเป็นพวก ติดต่อเราผ่าน Social media พวกติดต่อเราทาง facebook, twitter, บุคมาร์กต่างๆ แต่ aside ก็ไม่ได้มีความหมายแค่นั้น อาจจะวางไว้ตรงอื่นที่ไม่ใช่ sidebar ของเว็บก็ได้เช่น

<article>
  <h1>aside ใช้ทำอะไร</h1>
  <p>aside มีหน้าที่แบ่งแยกเนื้อหาที่ไม่ใช่เนื้อหาหลักของหน้าเพจนั้นๆ</p>
  <aside>แชร์หน้านี้ :: ตอบกลับ </aside>
</article>

ด้านบนนี้ aside ใช้ทำหน้าที่ใน article ซึ่งบ่งบอกว่า การแชร์หน้านี้ หรือการกดเพื่อตอบกลับ ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงของตัว article นั้นๆ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Html5 Semantic Tag Article วิธีการใช้งาน

แท็ก article

<article>
Tag นี้มีไว้เพื่อหุ้มเนื้อความหลักในเพจ โดยทั่วไปอาจจะมี section อยู่ใน article อีกทีก็ได้
อีกทั้ง article ยังใช้งานเกี่ยวกับพวก comment  news blog  post forum ของเว็บอีกด้วย

ตัวอย่าง การใช้ Article เพื่อบ่งบอกเนื้อความหลัก

<article>
  <h1>Article มีไว้เพื่อ</h1>
  <p>Tag นี้มีไว้เพื่อหุ้มเนื้อความหลักในเพจ โดยทั่วไปอาจจะมี section อยู่ใน article อีกทีก็ได้

อีกทั้ง article ยังใช้งานเกี่ยวกับพวก comment  news blog  post forum ของเว็บอีกด้วย
  </p>
</article>


ตัวอย่างการใช้ Article ร่วมกับ Section

<article>
  <h1>Article มีไว้เพื่อ</h1>
  <p>Tag นี้มีไว้เพื่อหุ้มเนื้อความหลักในเพจ โดยทั่วไปอาจจะมี section อยู่ใน article อีกทีก็ได้

อีกทั้ง article ยังใช้งานเกี่ยวกับพวก comment  news blog  post forum ของเว็บอีกด้วย หลักๆ แบ่งวิธีใช้เป็นสองประเภทดังนี้
  </p>
    <section>
            <h2>Article ใชักับเนื้อความหลักของเพจ</h2>
            <p>ส่วนใหญ่เนื้อความหลักของหน้านั้นๆ ควรคุมไว้ด้วย Article อยู่แล้ว</p>
   </section>
   <section>
            <h2>Article ใชักับคอมเมนท์ของเพจนั้นๆ</h2>
            <p>เช่น พวกการโพสคอมเมนท์ในเว็บ 2.0 เป็นต้น</p>
   </section>
</article>

ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเราด้วยครับว่าใช้แบบไหนจะเหมาสมที่สุด ซึ่งตัวอย่างที่ผมกล่าวมา เป็นตัวอย่างที่ใชักันมากสุดครับ



วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

เริ่มต้นกับ Html5

มีอะไรใหม่ใน HTML5
หลายเว็บอาจจะใช้ <div class="foot"> <div class="head"> แต่ก็อาจไม่ได้ fix ไปตายตัวเลยว่า head นี้จะอยู่ส่วนไหน เพราะทั้ง foot และ head เราเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง และจะต่อยอดเป็นข้อมูลแบบมีโครงสร้างที่จำเป็นในการทำ Seo Onpage ในอนาคตได้ครับ ทำให้บอทเข้าใจหมวดหมู่และเรื่องราวในเว็บเรามากขึ้น

HTML5 ได้มีแท็กใหม่ขึ้นมาเพื่อกำหนดหน้าที่ของแต่ละแท็กอย่างชัดเจนขึ้นเช่น


  • <header>
  • <nav>
  • <section>
  • <article>
  • <aside>
  • <figure>
  • <figcaption>
  • <Footer>
  • <details>
  • <summary>
  • <mark>
  • <time>




สำหรับ HTML5 1 เพจต้องมีอย่างน้อยดังโค๊ดด้านล่างนี้

<!DOCTYPE html>
<html>
<head>
<meta charset="UTF-8">
<title>Title of the document</title>
</head>
<body>
 เนื้อหา - ข้อมูลเว็บ
</body>
</html>



อธิบายแท็ก HTML5 พื้นฐาน

<section>

เป็นการจัดกลุ่มของเนื้อหา ยกตัวอย่างในกรณีที่หน้าเว็บมีเนื้อหามากกว่า 1 อย่างขึ้นไป
ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้แท็ก <article> ตัวอย่างเช่นใน 1 หน้าเพจมี

<section>
  <h1>ตลาด</h1>
  <p>ป็นการชุมนุมกันทางสังคม แลกเปลี่ยนสินค้ากัน ในภาษาทั่วไป ตลาดหมายความรวมถึงสถานที่ที่มนุษย์มาชุมนุมกันเพื่อค้าขาย ในทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดหมายถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขาย </p>
</section>

<section>
  <h1>ตลาดรถ</h1>
  <p>รถบ้าน หมายถึงรถมือสองที่ไม่ได้ขายผ่านเต้นท์รถ ตลาดรถ หรือศูนย์จำหน่ายรถมือสอง แต่เป็นรถที่เจ้าของรถคันนั้นเช่น คนรู้จัก เพื่อร่วมงาน ญาติพี่น้องที่คุณเห็นเขาขับรถคันนั้นเกือบทุกวัน หรือเห็นบ่อยๆและคุณก็รู้ว่าเขาดูแลรถดีหรือไม่ดีอย่างไร ได้ขายให้คุณด้วยตัวเอง</p>
</section>

จุดสังเกตสำหรับ section นี้คือ ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาต่างกันเสมอไป แต่อาจจะเอาไว้แยกกลุ่ม ตามที่เจ้าของเว็บต้องการก็ได้ครับ สามารถมี header หรือ article หรืออื่นๆ ภายใต้ tag นี้ได้ด้วยครับ